2006/Dec/18

"สำหรับฉันแล้ว ไม่ว่ายังไงชูจิกับโนบุตะก็มาเป็นที่หนึ่งเสมอ"....

เป็นเพียงคำพูดง่ายๆ ที่อากิระพูดกับอาโออิซังถึงความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเกินเพื่อน ระหว่างเพื่อนสนิททั้งสองคน ....มันคงไม่แปลกอะไร ถ้าเพื่อนทั้งสองคนจะมีคนใดคนหนึ่งคิดเกินเลย แต่สำหรับอากิระแล้วมันคงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด เพราะหนึ่งในนั้น คือคนที่เขารัก

เขาค่อยๆ หย่อนรูปถ่ายขนาด 4x6 ที่เป็นภาพบาดตา ภาพของเพื่อนทั้งสอง หย่อนมันลงไปในโถหมัก หวังจะให้กลิ่นเหม็นคอยกันไม่ให้เขาหยิบมันมาเปิดอีก จนกว่าจะอีก 10 ปีข้างหน้า อากิระเลือกที่เก็บความเจ็บปวด เสียใจทั้งหมดลงในโถหมัก และลบลืมความทรงจำในส่วนนี้ออกไปเสีย ให้เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะ "ไม่อยากทำร้ายจิตใจของเพื่อน" แม้ว่าภาพนั้น จะ "ทำร้ายจิตใจของเขา" ด้วยเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเสียใจแค่ไหน หรือต่อให้อาโออิซังจะมายุแหย่ให้เพื่อนสามคนต้องแตกคอกันแค่ไหน แต่ไม่ว่าตัวเองจะเป็นยังไง ถ้าให้เลือก อากิระก็ยังเลือกชูจิกับโนบุตะมาก่อนเสมอ
เพราะว่ามีกันอยู่แค่สามคน
เพราะถ้าไม่มีชูจิ อากิระก็คงไม่มีเพื่อน
เพราะถ้าไม่มีชูจิกับอากิระ โนบุตะก็คงไม่มีเพื่อน
แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่เพราะกลัวไม่มีใครคบ แต่เพราะคนพวกนี้ "เป็นเพื่อนของเรา" สิ่งนั้นต่างหากที่สำคัญ

ท้ายที่สุดแล้ว เป็นเรื่องโชคดี ที่ความรู้สึกดีๆ ระหว่างโนบุตะกับชูจิ เป็นเพียงความรู้สึกที่อยากจะเติมเต็มระหว่างกันและกัน และมันไม่ได้พัฒนาไปไกลกว่านั้น เพราะไม่ว่ายังไง ชูจิก็คงยอมไม่ได้ ถ้าต้องเสีย 'เพื่อน' ไปหนึ่งคน ส่วนโนบุตะ ก็ยอมไม่ได้ ถ้าชูจิกับอากิระจะไม่ได้อยู่คู่กัน....ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมันมีอะไรมากกว่านั้น มากกว่าที่คิด

เราบอกไม่ได้ ว่าคนที่เรากำลังรัก จะเป็นคนที่จริง คนที่ใช่รึเปล่า ถ้าเราปล่อยโอกาสวันนี้ให้หลุดลอยไป แล้วโอกาสมันจะกลับมาอีกไหม แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามันคุ้มไหม ที่จะทำให้ความเป็นเพื่อนต้องมีอย่างอื่นมาเจือปน มันคุ้มหรือยังที่จะแลกทุกสิ่งทุกอย่างกับบางสิ่งที่ยังไม่แน่นอน และยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าคิดดีหมดแล้วทุกอย่าง ก็คงบอกอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจากจะบอกว่า ขอให้ทำใจยอมรับกับผลทั้งหลายแหล่ที่มันจะตามมา เพราะทั้งหมดมันเป็นผลของการกระทำของเราเอง

รักแท้ มันอาจไม่ผ่านมาง่ายๆ แต่เพื่อนแท้ ก็คงไม่ผ่านมาง่ายๆ เหมือนกัน

(ปล. ฉันแค่รักและหวังดี และไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้น...จริงๆ)

2006/Dec/05

อย่าไปปาย ช่วงไฮซีซั่น

คนเยอะราวกับมด เบียดเสียดเยียดยัด รถราแน่นขนัดทั้งสองข้างทางเต็มถนนสายเล็กๆ ในเมืองปาย
ไม่อีนังขังขอบว่าจะจอดได้หรือเปล่า วันนี้วันคู่หรือวันคี่ จอดตรงนี้จะขวางทางใครไหม? ไม่มีใครสนใจ
ไหนใครว่าปายเป็นเมืองเล็กๆ อบอุ่น?
คือมันก็คงจะจริง ถ้าไม่ได้ทะเล่อทะล่าโผล่ไปในช่วงวันหยุดยาวแบบนี้

ยกพลกันไปราวสิบชีวิต เดินทางด้วยม้าทมิฬ (รถกระบะสีดำธรรมดา) มุ่งหน้าสู่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
อากาศหนาวเหน็บเหมือนกับว่ามีคนเปิดแอร์อยู่ตลอดเวลา ยิ่งมุ่งหน้าใกล้ดอยเข้าไปเท่าไหร่ อุณหภูมิก็แลดูจะลดลงเท่านั้น มิหนำซ้ำคนขับรถก็ยังเหยียบแหลกราวกับสนามพัทยาเซอร์กิท ไม่ว่าจะโค้ง หรือไม่โค้ง ดอย หรือไม่ดอย เค้าก็ยังเหยียบ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างสม่ำเสมอ (น่านับถือจริงๆ)

อะไรก็ไม่ตื่นเต้นเท่ามารู้ตัวอีกทีว่าที่ไม่เบรคน่ะ "เบรคไม่อยู่" หรอกรึ....โอ คุณพระ ดีนะที่รอดกันมาได้

ปาย เมืองเล็กๆ กับการไปเยือนเป็นครั้งแรกในชีวิต
ประทับใจ น่ารัก ตื่นเต้น สนุก แต่ไม่อาจบอกได้ว่าเกิดจากสมาชิกร่วมทริป หรือเกิดเพราะสถานที่กันแน่
เป็นเมืองที่น่ารัก นั่นก็ใช่ เพราะเหมือนยกเอารีสอร์ทบนดอย เกสเฮาส์น่ารัก อากาศหนาว เอามาวางไว้ใกล้ๆกับสถานบันเทิง ร้านเหล้าเก๋ไก๋ ร้านโปสเตอร์สุดจะแนว เหมือนถนนนิมมานเหมินทร์ ไนท์บาร์ซาร์ ตลาดหน้ามอ ร้านเหล้า และดอยอินทนนท์ มากระจุกอยู่ใกล้กัน...นั่นแหละ "ปาย"

พอไปถึงจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้ย้ายก้นไปตามที่ดังๆ ที่คนเค้าไปกันเท่าไหร่หรอก ที่แพลนกันว่าจะไปร้านเหล้าดังของที่นั่น พอเอาเข้าจริงก็นั่งกินกันที่ลอบบี้ของรีสอร์ท (ศาลาที่เกสเฮาส์) แล้วก็ติดลม ไม่ไปซะงั้นแหละ แล้วก็ซื่อบื้อกินอีท่าไหนไม่รู้จนเมา จะว่าเมาก็ไม่เชิง หรือเพราะเกิดมาไม่เคยเมา เลยไม่รู้ว่าเมาเป็นยังไง...นั่นก็เป็นไปได้แฮะ

ไม่ได้ไปเที่ยวน้ำพุร้อน ไหว้พระ หรืออะไรที่ไหนทั้งนั้น เหมือนที่ใครบอกไว้ว่ามันเป็น lazy town เพราะว่าไปแล้วรู้สึกขี้เกียจจริงๆ ให้ตายเถอะ มีแต่นอน กับ นอน กิน และ กิน

แต่ก็ถือว่า "ผ่าน" นะ เอาไว้คราวหน้าไปอีกก็ดีเหมือนกัน แต่ว่า "อย่าไปปายหน้าไฮ" เท่านั้นแหละ

ภาพประกอบ


สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรามาถึงแล้ว


ยามเช้าที่ปาย


ร้านโปสการ์ดยอดฮิต (คนเยอะยังกะแจกฟรี)


หมาที่ร้านมิตรไทย มันอ้วนมากกกกก


หนทางคดเคี้ยว

สุดท้าย - ภาพชาวคณะ

2006/Nov/30

ไปมาแล้วจ้า งานมหกรรมพืชสวนโลกอันแสนจะร้อนระอุ

ไปแบบฟรีเสียด้วยในฐานะสื่อมวลชน ก็เพิ่งจะรู้นี่แหละนะว่าเป็นสื่อมวลชนมันดีแบบนี้นี่เอง แค่เอาบัตรพนักงานไปแลกบัตร press แล้วก็จะได้บัตรเข้างานมา ซึ่งต่ออายุได้ตั้งเจ็ดครั้งแน่ะ ดีนะที่ยังไม่บ้าเห่อรีบไปซื้อบัตรเสียก่อน แถมวันนั้นที่ไปก็ยังได้เข้าแบบวีไอพีซะด้วย เพราะได้บัตรจอดรถแบบวีไอพีมา ก็เลยขับรถเข้าไปได้เลย อา...ช่างสบายจริงๆ

นอกเหนือจากความสะดวกสบายที่ว่ามาแล้ว สิ่งที่เจ๋งกว่าก็คือเราสามารถไปเที่ยวในเวลาทำงานได้ โดยการอ้างว่าไปทำ advertorial (ทั้งที่พอไปถึงจริงๆแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย โฮ่ๆๆ) แล้วก็ไม่ได้ไปคนเดียวซะด้วยแต่ว่าไปกับพลพรรคห้องอาร์ตอีกห้าชีวิต และช่างภาพอีกหนึ่ง แหม การหนีงานไปเที่ยวนี่มันสนุกจริงๆเลยเนอะ

ปรากฏว่าพอเอารูปมาลงเครื่องวันนี้.......ไม่มีรูปที่เห็นว่าไปงานมาซักเท่าไหร่เลย หนักไปทางรูปถ่ายเล่นกันเองซะเป็นส่วนใหญ่แฮะ ก็เลยเอารูปวิวมาฝาก หาได้สวยไม่ ก็ถ่ายกันเล่นๆน่ะ แต่การไปครั้งนี้ได้ข้อสรุปดังนี้

หนึ่ง - ห้องน้ำไม่ได้หายากและโหดร้ายอย่างที่หลงกลัว คนก็ไม่ได้แย่งกันเข้ามากมายด้วย (อย่าไปวันที่เป็นวันหยุดละกัน) ในห้องน้ำไม่เหม็นเท่าไหร่ กลิ่นพอทน แต่ว่ากลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำจะส่งกลิ่นตลบอบอวลทั่วงาน แต่ว่าก็เอาเถอะ...มันยังเป็นกลิ่นในระดับที่ทนได้
สอง - น้ำดื่มราคาไม่แพงเลย ขวดละสิบบาทเท่านั้นเอง หาได้ทั่วงานด้วย
สาม - ร้านอาหารมีกระจายอยู่ทั่วไป แต่มักไม่ค่อยมีใครกิน คนไม่เยอะอย่างที่คิด ถ้าหิวก็กินได้ ราคาไม่ได้แพงอะไรมากมาย (อันนี้คุณพีอาร์พืชสวนโลกเค้าฝากบอกมา)
สี่ - ร้านขายของที่ระลึกมีพอหอมปากหอมคอ สินค้าราคาไม่แพงมาก น่าจะซื้อไปฝากคนที่บ้านนะ รายได้จะได้กระจาย โดยเฉพาะร้านจากอำเภอต่างๆ น่า(จะช่วย)ซื้อมาก
ห้า - การเดินทางไป-กลับ รับรองว่าสะดวกสบาย เพราะว่ารถตู้กับรถสี่ล้อแดงเกือบหมดเมืองเชียงใหม่มารวมกันอยู่ที่นี่หมดแล้วนั่นเอง

และนี่เป็นข้อเสนอเล็กน้อยสำหรับคนที่กำลังจะไป
- เวลาประมาณหลังบ่ายสามดีที่สุดสำหรับการเดินทอดหุ่ยชมวิว
- เวลาก่อนบ่ายสามดีที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ แม้แต่กล้องอีเดียตยังถ่ายออกมางาม (ไม่เชื่อดูได้)
- รองเท้าแตะฟองน้ำจะสบายตีนที่สุด ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวงามงด เวลาถอดรองเท้าเข้าหอคำก็จะได้สะดวกและง่ายด้วย รองเท้าผ้าใบจะถอดยากและทำให้ตีนเหม็นมาก (จินตนาการดูว่าเท้าเหม็นๆมารวมกันในหอคำ....อี๋)
- หมวกเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ว่ายังไงร่มก็กันแดดได้ดีสุด แต่ระวังทิ่มตาชาวบ้านเป็นพอ
- แว่นตากันแดดทำให้เวลาถ่ายรูปออกมาแล้วไม่เห็นว่าเราทำตาหยี
- สำหรับคนผมยาวแนะนำให้รวบผม
- ทาครีมกันแดด ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง (หรือเมื่อมีโอกาส)
- พกทิชชู่ไปด้วย เพราะในห้องน้ำไม่มี
- ไม่ต้องใส่เสื้อแขนยาวไปหรอกเพราะมันจะเหมือนการเดินห่มผ้าตากแดด (ที่นั่นมีลมโกรก เย็นดี แค่แดดมันแรงเท่านั้นเอง)
- ถ้าไปกับหมู่คณะ แนะนำให้ใช้กล้องถ่ายทีละตัว แบตจะได้ไม่หมดพร้อมกัน
- เตรียมเมมโมรี่การ์ดสำรองไปเยอะๆ นะ
- ยาประจำตัว (พารา อีโมเดียม แอนตาซิลเจล ยาแก้ปวดท้องเมน ฯลฯ)
- และอื่นๆ อีกมากมาย

เหลืออีกแค่สองเดือนนะจ๊ะ ถ้าใครยังไม่ได้ไปก็ยังทันนะ ก็ไม่ได้ว่ามันดีเลิศอะไรถึงขนาดที่จะไปบังคับให้มาดู แต่อยู่ในสภาพที่มาได้ ไม่เดือดร้อนอะไร จะแวะมาเที่ยวก็ไม่เสียหายอะไรนะ มันไม่ได้เหน็ดเหนื่อยขนาดนั้น...

ลองชมภาพตัวอย่าง